ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”

เด็กน้อยอายุแค่ 5 ขวบ ดูสารคดีของทวีปแอฟริกา บอกว่า...

เฉลี่ย 30 วินาที ก็จะมีเด็กคนหนึ่งตายเพราะโรคมาลาเรีย เธอขดตัวอยู่บนโซฟา แล้วก็เริ่มนับนิ้ว 1-2-3-4..... ตอนเธอนับถึง 30 ก็สีหน้าตกใจ ตะโกนบอกแม่ว่า

“แม่ ๆ เด็กแอฟริกาตายไปแล้ว 1 คน เราต้องทำอะไรสักอย่าง”

แม่เธอก็เข้าหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต แล้วบอกแคตเธอรีนว่า

“มาลาเรียเป็นโรคที่น่ากลัว เด็ก ๆ เมื่อเป็นโรคนี้ มักจะเสียชีวิต”

“แล้วทำไมถึงเป็นมาลาเรีย ?”

“มาลาเรียติดต่อโดยยุง แอฟริกามียุงเยอะมาก”

“แล้วทำไงดี ?”

“ตอนนี้มีมุ้งที่แช่น้ำยากันยุง เมื่อมีสิ่งนี้ ก็จะป้องกันคนไม่โดนยุงกัด”

“แล้วทำไมพวกเขาไม่ใช่มุ้งแบบนี้ละ ?”

“มุ้งนี้แพงเกินไปสำหรับพวกเขา ๆ ไม่มีปัญญาซื้อ”
“ไม่ได้ เราต้องทำอะไรแล้ว”

ผ่านไปหลายวัน แม่ได้รับโทรศัพท์จากครูที่ รร อนุบาล บอกว่า แคตเธอรีนไม่ได้จ่ายค่าขนม

แม่ถามแคตเธอรีน เงินไปไหน

“ถ้าหนูอยู่ รร ไม่กินขนม ปกติไม่กินจุกจิก ไม่ซื้อตุ๊กตาบาร์บี้ อย่างนี้พอจะซื้อมุ้งได้ไม๊คะ ?”

แม่พาแคตเธอรีนไปห้าง ใช้เงิน 10 เหรียญ ซื้อมุ้งใหญ่ ๆ อันหนึ่ง พอเด็ก 4 คน แล้วก็โทรหาองค์กรการกุศลที่ทำงานในแอฟริกา ว่าจะส่งมุ้งไปได้ยังไง และก็บังเอิญเจอหน่วยงานนึ่งที่ชื่อ Nothing but net “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”

หน่วยงานนี้ จะส่งมุ้งไปให้เด็กแอฟริกาโดยเฉพาะ แคตเธอรีนจึงจัดการส่งมุ้งไปให้หน่วยงานนี้ด้วยมือของตัวเอง

ผ่านไป 1 สัปดาห์เธอได้รับจดหมายขอบคุณจากหน่วยงานนี้ ใน จม. บอกว่าเธอเป็นผู้บริจาคที่อายุน้อยที่สุด และบอกอีกว่า ถ้าบริจาคครบ 10 อัน จะได้รับใบประกาศเกียรติคุณ

แคตเธอรีนขอให้แม่ไปเปิดท้ายขายของกับเธอ เอาหนังสือเก่า ของเล่น เสื้อผ้าเก่ามาขาย ๆ ได้เงินจะได้เอาไปบริจาค แต่ขายไม่ดีเลย เธอคิดว่า “ตอนหนูบริจาคมุ้ง เขายังให้ใบประกาศเกียรติคุณ งั้นคนอื่นซื้อของหนู ให้เงินหนู งั้นเขาก็ต้องได้รับเหมือนกันเน๊าะ”

แล้วเธอก็เริ่มลงมือทำ ใบประกาศเกียรติคุณ แม่ช่วยเธอซื้อวัสดุ พ่อช่วยจัดห้อง น้องชายช่วยวาดรูปหัวใจแห่งรัก ใบประกาศเกียรติคุณทุกใบมีลายมือที่เขียนโดยตัวเธอเองว่า “ในนามของคุณ เราได้ซื้อมุ้ง 1 อัน ส่งไปแอฟริกา” แน่นอน มีลายเซ็นต์เธอด้วย
แค่บริจาค 10 เหรียญ ซื้อมุ้ง 1 อัน ก็จะได้ใบประกาศเกียรติคุณ
เพื่อนบ้านเห็นใบประกาศเกียรติคุณของเธอ รู้สึกว่าไร้เดียงสาอย่างน่ารักมากและก็ซาบซึ้ง แค่ไม่นาน ใบประกาศเกียรติคุณก็ถูกแจกออกไป 10 ใบ
เธอก็ส่งเงินไปที่หน่วยงาน “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” หน่วยงานก็ส่งใบประกาศเกียรติคุณและตั้งเธอเป็น “ทูตแห่งมุ้ง”

คนที่หน่วยงานบอกแคตเธอรีนว่า มุ้งที่เธอบริจาคถูกส่งไปยังหมู่บ้านหนึ่งในประเทศกาน่า ในหมู่บ้านมี 550 คน
“โอ่ พระเจ้า แล้ว 10 อันพอใช้ที่ไหน”

เพื่อนบ้านนอกจากซื้อมุ้งจากแคตเธอรีนยังช่วยเธอทำใบประกาศเกียรติคุณ กลายเป็นทีมงานแคตเธอรีน
บาทหลวงในชุมชนก็เชิญเธอไปพูดในโบสถ์ พูดแค่ 3 นาที ก็ได้เงินบริจาคมา 800 เหรียญ ทำให้เธอมีกำลังใจเพิ่มขึ้นมาก เดินทางไปพูดที่โบสถ์อื่น ตอนเธออายุครบ 6 ขอบ ได้รับเงินบริจาคแล้ว 6316 เหรียญ

“ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” เอาเรื่องของเธอลงในเวป วันหนึ่งเธอเห็นเบคแฮ่มปรากฎตัวทาง TV ช่วยทำประชาสัมพันธ์การกุศลให้ “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง” เธอรีบเขียนจดหมายขอบคุณไปให้เขา และแน่นอน เธอได้ส่งใบประกาศเกียรติคุณไปให้เขาด้วย 1 ใบ จากนั้นเบคแฮ่มเอาใบประกาศเกียรติคุณนี้ขึ้นเวปส่วนตัว เรื่องจึงแพร่กระจายออกไปอีก

2007-6-8.... เธอได้รับจดหมายจากหมู่บ้านที่รับมุ้ง เด็กในหมู่บ้านเขียนว่า

“ขอบคุณมุ้งของเธอ เราเห็นรูปเธอ เรารู้สึกว่าเธอสวยมาก”

แคตเธอรีนดีใจมาก ทำให้มีกำลังใจเพิ่มอีก เธอและทีมงานลงมือทำใบประกาศเกียรติคุณ 100 ใบ ส่งให้มหาเศรษฐีที่ติดอันดับในนิตยาสาร ฟร๊อบ

ในนั้นมีอยู่ใบนึงเขียนว่า “คุณบิลเกตที่เคารพ ไม่มีมุ้ง เด็กแอฟริกาจะตายเพราะมาลาเรีย พวกเขาต้องการเงิน แต่เงินอยู่ที่คุณ....”

2007-11-5..... มูลนิธิบิลเกตประกาศบริจาคเงิน 3 ล้านเหรีญให้ “ไม่เอาอะไรนอกจากมุ้ง”

บิลเกตบอกว่า “ผมได้รับใบประกาศเกียรติคุณพร้อมจดหมายฉบับหนึ่ง บอกว่า เงินที่ซื้อมุ้งให้เด็กแอฟริกาอยู่ที่ผม ถ้าผมไม่เอาเงินออกมา ไม่ได้แน่”

ปี 2008..... มูลนิธิบิลเกตออกเงินถ่ายทำสารคดี “เด็กช่วยเด็ก” แคตเธอรีนจึงได้เหยียบแผ่นดินแอฟริกา ตอนเธอเห็นพวกเด็ก ๆ เขียนชื่อเธอไว้บนมุ้ง พวกเขาเรียกมุ้งช่วยชีวิตนี้ว่า "มุ้งแคตเธอรีน"

หมู่บ้านนี้ เดี๋ยวนี้ชื่อว่า "หมู่บ้านแคตเธอรีน"

หนูน้อยแคตเธอรีนอายุ 7 ขวบ ได้ช่วยชีวิตเด็กแอฟริกาแล้ว 20,000 คน

พลังของความบริสุทธิ์นี้ จะยิ่งมายิ่งแรง เพราะทุกหัวใจของทุกคน ล้วนมีเด็กที่จิตใจบริสุทธิ์อาศัยอยู่

ใครๆก็เปลี่ยนแปลง โลกนี้ให้น่าอยู่ขึ้นได้ คุณก็ทำได้ เริ่มทำเลย!

เป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นลูก ต้องอ่าน อย่างน้อย3รอบ ถ้าอยากให้ ลูกประสพความสำเร็จ

อีก แนวคิดหนึ่ง ที่ *ผิด* ใน สังคมไทย คือ คิดว่า ถ้าลูก ต้องลำบาก บ้าง ความผิดอยู่ที่ พ่อแม่...
มนุษย์ อาจจะเป็น สัตว์ เดียวในโลก ที่ไม่เข้าใจ ตรงนี้..เพราะไม่มีสัตว์ประเภทใหนในโลกที่จะ พยายาม หากินให้ลูก จากเกิดถึงตาย. จากเปล ถึงหลุม.

แม่นก อินทรีย์ มันจะคาบอาหารมาเลี้ยง มาป้อน ลูกของมัน ทุกวันไม่เคยขาด แต่เมื่อวันหนึ่ง ที่ลูก นก จะต้องเริ่มออกจากรังหัดบิน ...มันจะเริ่ม เอาอาหารมาป้อน น้อยลง..แต่ เอา หนาม, เอาหิน มาทิ้งในรัง สุมไว้ เพื่อ สร้างความอึดอัด ให้กับลูก เพื่อเป็นการผลักลูก ให้เริ่ม อยู่ในรังไม่ได้.... ทุกวันมันจะ คาบลูกมัน บินขึ้นไป ให้สูง... แล้ว ปล่อย ลูก มันทิ้งลงมา ... ให้หัดกระพือปีก... ถ้าลูกนก ร่วงลงมา ไม่บิน มันก็จะโฉบลงมา รับ บินกลับขึ้นไป และทิ้งลงมาใหม่... ทำอย่างนี้ จน วันหนึ่งลูกนก จะกางปีกแล้วเริ่ม กระพือ บิน... เมื่อถึงวันนั้น.. หน้าที่ของ พ่อแม่ ก็ สำเร็จ. แต่บางคน เลี้ยงลูก เสมือน ว่า เขาจะอยู่ในโลกอย่างค้ำฟ้า จะไม่มีวันจากลูกไป... ลูกไม่เคยต้องดิ้นรน ทำอะไรเลย... รอเงิน รอรถ รอเสื้อผ้า รอไอโฟน จากพ่อแม่ ...

หน้าที่ของ พ่อแม่ *ไม่ใช่* คือ หาความสุขใส่ ชีวิตลูก...
นั่นไม่ใช่หน้าที่คุณ. อย่าสำคัญผิด นั่นไม่ใช่หน้าที่ ของพ่อแม่

หน้าที่ของพ่อแม่ ไม่ใช่ การโปรยกลีบกุหลาบให้ลูกเดิน.. หน้าที่ของคุณ ในฐานะ พ่อแม่ คือ เตรียมชีวิตลูก ให้เขาอยู่ได้ บนโลกนี้ (ที่บางทีโหดร้าย) . ในวันที่ไม่มีเรา.

พ่อแม่... มีหน้าที่ให้ความรู้ การศึกษา ปลูกฝัง ถ่ายทอดค่านิยมและทัศนคติการมองโลก ที่ถูกต้องให้กับเขา..แล้วส่งเขาออกไปมีชีวิต ของเขาเอง โดยที่มีเราคอย เฝ้ามองและส่ง เสริมอยู่ห่างๆ ..จนกว่าเขาจะอยู่ในโลกนี้ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีเราอีกต่อไป... นั่นคือหน้าที่ของพ่อแม่.

ถ้าตลอดชีวิตของคุณ, ลูกคุณ ไม่เคยต้องลำบากดิ้นรน ขวนขวาย อะไรเลย .เพราะมีคุณคอยวิ่งเอามาประเคนให้.. ไม่เคยหกล้ม เข่าของเขาไม่เคยเลือดซิบ เพราะคุณไม่เคยปล่อยให้เขาผิดพลาดบ้างในชีวิต เมื่อเขาจะล้ม คุณวิ่งเอาฟูกมารองไว้ตลอด... แต่วันที่คุณ ต้อง ออกจากโลกนี้ไป และ ลูกคุณ กลายเป็น เรือที่ขาดหางเสือ ... คุณพลาดใน หน้าที่ของคุณแล้ว...

ทำไมพระเจ้าถึงเลือกฉัน

อาร์เธอร์ แอช นักเทนนิสวิมเบิลดัน ชาวอเมริกันระดับตำนานกำลังป่วยด้วยเชื้อโรคเอดส์ จากการได้รับเชื้อผ่านการถ่ายเลือด เมื่อเขารับการผ่าตัดหัวใจ ในปี 1983
เขาได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากแฟนมีใจความว่า ทำไมพระเจ้าถึงเลือกคุณให้เป็นโรคร้ายนี้  อาร์เธอร์ตอบว่า มีเด็ก 50 ล้านคนเริ่มต้นเล่นเทนนิส  แต่มีเพียง 
5 ล้านคน ได้เรียนวิธีเล่นเทนนิส
5 แสนคน เรียนเทนนิสอาชีพ
5 หมื่นคนได้ลงแข่งขัน
5 พันคนได้มาถึงแกรนด์สแลม
50 คนได้เข้ารอบวิมเบิลดัน
4 คนเข้ารอบรอง
2 คนเข้ารอบชิง
และตอนที่ฉันได้ถือถ้วยชนะเลิศ ฉันไม่เคยถามเลยว่า ทำไมพระเจ้าถึงเลือกฉัน ฉะนั้น เวลาที่ฉันได้รับความเจ็บปวดเช่นนี้ ฉันจะถามพระเจ้าว่า ทำไมต้องเป็นฉันด้วย ไปทำไมกัน การมีความสุขทำให้เรามีชีวิตที่หวานชื่น  การต้องพิสูจน์ตัวเองทำให้เราเข้มแข็ง ความเศร้าโศกทำให้เรามีความเป็นคน ความล้มเหลวทำให้เรายังคงความอ่อนน้อมถ่อมตน เอาไว้ได้โดยไม่หลงตนว่าเราเจ๋ง
ความสำเร็จทำให้เราเติบโตขึ้น แต่สิ่งที่ทำให้เรายังเดินหน้าต่อไปคือศรัทธา

เป็นไงครับ คุณว่าควรแบ่งปันให้คนอื่นได้อ่านไหมครับ บางครั้ง เราไม่พอใจในชีวิตที่เรามีในขณะที่มีคนอีกมากมายที่อยากได้ชีวิตแบบที่เรามี เด็กที่วิ่งเล่นในทุ่ง มองเห็นเครื่องบินแล้วอยากเป็นนักบิน แต่นักบินในเครื่องบินลำนั้นเมื่อมองเห็นบ้านในทุ่งหญ้าก็ฝันอยากกลับบ้าน นั่นคือชีวิต  ดังนั้น จงมีความสุขกับชีวิตที่มีจะดีกว่า

ถ้าความมั่งคั่งทำให้มีความสุขได้คนรวยทั้งหลายแหล่ก็คงจะออกมากระโดดโลดเต้นตามท้องถนนกันหมดแล้ว แต่ทำไมมีแต่เด็กจนๆ ที่ออกมากระโดดโลดเต้นตามท้องถนนล่ะและถ้าการมีอำนาจ ทำให้เกิดความปลอดภัยละก็ บรรดาคนสำคัญทั้งหลายก็คงไม่ต้องมี..รปภ. แต่กลายเป็นว่าคนธรรมดาๆ กลับหลับสนิทกว่าถ้าชื่อเสียง ความสวย และความหล่อ หมายถึงความสัมพันธ์ที่ดี ดาราศิลปินก็คงจะมีชีวิตครอบครัวที่วิเศษกว่าคนอื่น  ขอจงใช้ชีวิตที่เรียบง่าย...ดำเนินไปด้วยความอ่อนน้อมและถ่อมตน และมอบความรักอันจริงใจแก่ผู้คน และมีชีวิตอันเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขนะครับ

ตำนานกำเนิดมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด

สุภาพสตรีในชุดกระโปรงผ้าฝ้ายเรียบๆ กับสามีของเธอในชุดสูทเนื้อผ้าธรรมดาๆ
ก้าวลงจากรถไฟในชานชาลาสถานีเมืองบอสตัน

ทั้งคู่ยืนรออย่างสงบอยู่หน้าสำนักงานอธิการบดีมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
เลขานุการสาวดูออกในแว่บเดียวว่าสามีภรรยาซอมซ่อคู่นี้มาจากบ้านนอก
และไม่น่าจะมีธุระอะไรในมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแห่งนี้

หล่อนขมวดคิ้ว
"เราต้องการพบท่านอธิการบดี" สามีกล่าวนุ่มนวล

"ท่านติดนัดตลอดทั้งวัน" เลขาฯ สะบัดเสียงเล็กน้อย

"งั้นเราจะรอ" ภรรยาตอบ

เป็นเวลาหลายชั่วโมงที่เลขานุการทำเป็นไม่สนใจ
โดยประมาณว่าทั้งคู่คงทนไม่ได้ และกลับไปเอง

...แต่หาเป็นเช่นนั้นไม่...
เลขาฯ สาวเริ่มไม่แน่ใจจึงเข้าไปเรียนท่านอธิการบดี

"พวกเขาคงแค่อยากพบท่านครู่เดียว แล้วก็จะกลับ" หล่อนอธิบาย

ท่านอธิการบดีถอนใจด้วยความเบื่อหน่ายแล้วก็พยักหน้าแบบเสียไม่ได้
ความจริงแล้วคนสำคัญระดับท่านอธิการบดีจะมีเวลาพบคนระดับนี้ได้อย่างไร?
... แต่ก็เถอะนะ ท่านคิด ...
ดีกว่าปล่อยให้คู่สามีภรรยาบ้านนอกป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้ให้ใครต่อใครมาเห็น

ท่านเชิดหน้าอย่างทรงเกียรติใส่ทั้งคู่

ภรรยากล่าวขึ้น *"ลูกชายของเราเคยเรียนในฮาร์วาร์ด 1 ปี เขารักฮาร์วาร์ดมาก
และเขาก็มีความสุขที่นี่อย่างยิ่ง แต่เมื่อปีที่แล้ว เขาได้ประสบอุบัติเหตุ และเสียชีวิต
สามี กับดิฉันจึงอยากทำอะไรสักอย่างไว้เป็นที่ระลึกถึงเขาในมหาวิทยาลัยแห่งนี้

ท่านอธิการไม่รู้สึกร่วมกับคำพูดเหล่านั้นแต่อย่างใด
"คุณผู้หญิง เราไม่สามารถสร้างรูปปั้นให้กับทุกคนที่เคยเรียนฮาร์วาร์ดแล้วตายไปหรอกนะ
ถ้าปล่อยให้เป็นอย่างนั้น ที่นี่คงดูไม่ต่างไปจากสุสานแน่"

"โอ...ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ ท่านอธิการบดี" ภรรยารีบอธิบาย
เราไม่ได้ต้องการจะสร้างรูปปั้น แต่เราคิดว่าเราจะสร้างตึกให้ฮาร์วาร์ดต่างหาก"

ท่านอธิการกรอกตาไปมา เขามองไปที่ชุดผ้าฝ้าย กับสูทบ้านนอก

"สร้างตึก! พวกคุณรู้ไหมว่าต้องใช้เงินเท่าไรในการสร้างตึกสักหลังหนึ่ง
คุณรู้ไหม?...เราใช้เงินไปมากกว่า 7.5 ล้านดอลลาร์ในตอนเริ่มก่อตั้งฮาร์วาร์ดนี่"

ภรรยาเงียบ ไปครู่ใหญ่

ท่านอธิการบดีรู้สึกโล่งอก ในที่สุดสามีภรรยาคู่นี้ก็จะต้องถูกกำจัดให้ไปเสียที

แล้วภรรยาก็หันมาพูดกับสามีเบาๆว่า
"ในการสร้างมหาวิทยาลัย ใช้เงินแค่นี้เองน่ะหรือ?
แล้วทำไมเราไม่สร้างมหาวิทยาลัยของเราเองสักแห่งหนึ่งล่ะ?"

สามีผงกศีรษะ

สีหน้าท่านอธิการเต็มไปด้วยความงงงวยสุดขีด!

จากนั้น...นาย และนาง ลีแลนด์ สแตนฟอร์ด ก็เดินทางไปยัง พาโลอัลโต

ในแคลิฟอร์เนีย

ที่ๆ ต่อมา...พวกเขาได้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยภายใต้นามสกุลของครอบครัว

เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ลูกชายที่ฮาร์วาร์ดไม่เคยเห็นคุณค่า

เทียนของเด็กน้อย

…..หญิงโสดย้ายบ้านมาใหม่ พบว่า. ข้างบ้านเป็นครอบครัวยากจนประกอบ
ด้วยแม่หม้ายและลูกอีกสองคน.

คืนหนึ่ง ไฟฟ้าเกิดดับ..

เธอจึงจุดเทียนไข เพื่อให้แสงสว่างแทนไฟฟ้า สักพักมีคนมาเคาะประตู
เป็นเด็กข้างบ้านนั่นเอง

เด็กน้อยสบตาเธอแบบประหม่า ถามว่า
“คุณน้าครับในบ้านมีเทียนไหมคับ?”

หญิงโสดคิดในใจ
“คงจนถึงขนาดไม่มีเทียนไข...ช่างหัวมันเถิด ...เดี๋ยวถ้าให้ไปแล้วจะเคยตัว
จึงตอบเด็กห้วนๆว่า ..“ไม่มี!”  ทั้งที่เทียนไขเธอมีเป็นโหล ขณะที่เตรียมจะปิดประตู

เด็กน้อยยิ้มให้เธออย่างไร้เดียงสาบอกว่า “นึกแล้วว่าไม่มี”
พอพูดจบ ก็ควักเทียนไข
2 เล่มออกจากอกเสื้อ ยื่นให้ บอกว่า
“แม่ผม ห่วงว่าคุณน้าอยู่คนเดียว คงไม่มีเทียนไข จึงเอามาแบ่งให้2 เล่มครับ"

หญิงสาวรู้สึกสะเทือนใจจนน้ำตาคลอ. นั่งลงกอด กอดเด็กไว้แน่น...

    ใน…บางเวลา เราก็ไม่ได้มองโลกจากมุมอื่น. มองแต่มุมตัวเอง   แล้วก็คิดเหมาเอาว่าคนอื่นก็คงเป็นอย่างที่เราคิด.  ....

    ถ้าเรามัวแต่อยู่กับความเชื่อส่วนตัว แล้วหาแต่มุมที่อับเฉาของคนอื่นน้ำใจ...คงหาจากใครได้ยาก

เมื่อเรามีน้ำใจ สี่งที่เราจะได้รับคืนนอกจากน้ำใจแล้ว ยังจะทำให้ชีวิตทั้งชีวิตอบอุ่นด้วยค่ะ


เรื่องปลาทูไหม้

"แม่ของผมเป็นคนทำอาหารที่บ้านประจำทุกวัน...
คืนหนึ่งหลังจากที่แม่ทำงานหนักมาตลอดทั้งวัน พอแม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า และทำอาหารเย็นให้เราปกติ ที่โต๊ะอาหารแม่วางจานที่มีปลาทูที่ไหม้เกรียม บนโต๊ะต่อหน้าพ่อและทุกๆคน....

ผมรอว่าแต่ละคนจะว่าอย่างไร.....

แต่...พ่อไม่พูดอะไร และตั้งหน้าตั้งตา กินปลาทูไหม้ตัวนั้น และหันมาถามผมว่าที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

คืนนั้นหลังอาหารเย็น ผมจำได้ว่า ได้ยินแม่ขอโทษพ่อที่ทอดปลาทูไหม้...และผมไม่เคยลืมที่พ่อพูดกับแม่เลย "โอย...ผมชอบปลาทูทอดเกรียมๆ ...อร่อยมากนะแม่"

คืนต่อมา ผมเก็บคำถามในใจ ก่อนนอน และถามพ่อว่า "พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จริงๆ เหรอ"

พ่อลูบหัวผม และ ตอบว่า...."แม่ของลูกทำงานหนักมาทั้งวัน... ปลาทูไหม้ 1 ตัว ไม่เคยทำร้ายใคร แต่คำพูดที่ต่อว่ากันต่างหากที่จะทำร้ายกัน"

"ชีวิตคนเราเต็มไปด้วยความไม่สมบูรณ์แบบ และแต่ละคนก็ไม่ได้เกิดมาสมบูรณ์แบบ ตัวเราเองก็ไม่ได้มีอะไรดีกว่าใครๆ"

"พ่อเองก็เป็นคนหนึ่งที่เคยลืมวันเกิดแม่ วันครบรอบวันแต่งงาน และ
แม้แต่พ่อเองยังเคยลืม ทำบุญวันเกิดของพ่อและแม่ของพ่อเองตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่เลย”

แต่สิ่งที่พ่อเรียนรู้ ในช่วงชีวิตคือ.....การเรียนรู้ที่จะยอมรับความผิดของคนอื่น และของตัวเอง

การเลือกที่จะยินดีกับความคิดต่างกันของแต่ละบุคคลเป็นสิ่งสำคัญ ในการรักษาชีวิตครอบครัวที่มีความสุขและยืนยาว

“ชีวิตเราสั้นเกินกว่า ที่จะตื่นขึ้นมาพร้อมกับความเสียใจที่ว่า เราทำผิดกับคนที่เรารักและรักเรา ให้ดูแลและทะนุถนอมคนที่รักเรา และพยายามเข้าใจและให้อภัยจะดีกว่า"

**ถ้าเรารู้ เราจะทำไหม?**

• เราจะบีบแตรใส่คนที่ยืนยึกยักริมถนนแยกที่ผ่านมาไม๊ – ถ้าเรารู้ว่าเค้าใส่ขาเทียม

• เราจะเบียดชนคนข้างหน้าที่เดินช้ามากไม๊ – ถ้าเรารู้ว่าเค้าเพิ่งตกงาน

• เราจะขำคนที่แต่งตัวเชยไม๊ – ถ้าเรารู้ว่าเค้ามีชุดเก่งแค่ชุดเดียว

• เราจะรำคาญสาวโรงงานที่มาเดินพารากอนไม๊ – ถ้าเรารู้ว่านั่นคือการฉลองวันเกิดของเธอ

• เราจะหมั่นไส้ลุงที่หัวเราะเสียงดังลั่นคนนั้นไม๊ – ถ้ารู้ว่าแกเป็นมะเร็งขั้นสุดท้าย

• เรารู้แจ่มชัดเสมอ…ว่าชีวิตเรากำลังเจออะไร
แต่เราไม่มีวันรู้ว่า "คนที่เราเจอ – กำลังเจอกับอะไร"

**โลกกว้างกว่าเงาของเรา และโลกก็ไม่ได้หมุนรอบตัวเรา

**มองข้ามเรื่องเล็กๆน้อยๆไปบ้าง ให้โอกาสและให้อภัย มีความเข้าใจซึ่งกันและกัน จะได้รักและอยู่ด้วยกันอย่างยั่งยืน ยาวนาน

*+*+*+*+
อภัยให้แก่กันในวันนี้ ดีกว่าอโหสิให้กันวันตายชอบเรื่องนี้มากๆ

"
บุญของแบงค์ 20

กาลครั้งหนึ่ง ในปัจจุบันกาลนี่เอง ธนบัตรแบงค์ ๑๐๐๐ ได้ถูกพิมพ์ออกมาสู่ท้องตลาด หลังจากนั้นก็ได้สถิตอยู่ในกระเป๋าของนักธุรกิจ ประชาชนผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ด้วยความภาคภูมิใจอย่างยิ่งจนอดเก็บไว้ไม่อยู่ แบงค์ ๑๐๐๐ จึงพูดกับแบงค์อื่นๆ ออกมาว่า

"นี่พวกเธอ ดูสิ ฉันได้เดินทางไปที่ต่างๆกับบรรดาเศรษฐีทั้งหลาย ฉันไปมาแล้วทั่วโลก ทั่วทุกทวีปก็ว่าได้"

แบงค์ ๕๐๐ จึงพูดว่า .....
"เธอนี่โชคดีจังที่ได้เดินทางไปทั่วโลก แต่ฉันก็ได้เดินทางไปตามห้างสรรพสินค้า ทั้งขึ้นเหนือล่องใต้ทั่วประเทศเหมือนกันนะ"

แล้วแบงค์ ๑๐๐๐ กับ แบงค์ ๕๐๐ ก็หันมามอง แบงค์ ๒๐ ซึ่งฟังอยู่อย่างสงบ

"แล้วเธอล่ะ แบงค์ ๒๐ เธอไปไหนมาบ้าง เล่าให้พวกเราฟังหน่อยสิ"

แบงค์ ๒๐ ที่ฟังอย่างเงียบๆ เมื่อถูกคะยั้นคะยอให้เล่า จึงพูดขึ้น
"ฉันไม่ค่อยมีโอกาสได้ไปเที่ยวต่างประเทศ หรือตามห้างสรรพสินค้าหรอกจ้ะ... ส่วนใหญ่ฉันจะอยู่ตามวัด เขาทำบุญวัด อยู่ในตู้บริจาค และติดอยู่ตามต้นกฐิน ถึงฉันจะไม่ใหญ่โตอะไร แต่งานบุญทุกงาน ก็มีพวกฉันมากที่สุดนะจ๊ะ...จะบอกให้"

เรื่องนี้สอนให้รูว่า ...
คนเราเวลาใช้จ่ายเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน จ่ายเป็นพันเป็นหมื่นไม่มีความมัธยัสถ์เสียดายเลย แต่เวลาทำบุญกลับมัธยัสถ์เหลือเกิน ทำแค่ ๒๐ บาทก็พอ

"ทำบุญ อย่าเหนียว ซี้เลี้ยว...อดบุญ!!!"


สิงโตกับหมาบ้า

สิงโตตัวหนึ่ง เห็นหมาบ้าเดินใกล้เข้ามา มันจึงรีบเดินเลี่ยงไปทางอื่น

ลูกสิงโตพูดกับพ่อว่า “เจอเสือพ่อยังกล้าสู้กับมัน แต่เจอหมาบ้าตัวเดียว พ่อกลับเดินหลบ
ช่างขายหน้าจริงๆ”

“ลูกพ่อ การเอาชนะหมาตัวหนึ่งนั้น เป็นเรื่องมีเกียรตินักหรือ” ลูกสิงโตส่ายหัว
“หากโดนหมาบ้ากัดมิยิ่งซวยกว่าหรือ” ลูกสิงโตพยักหน้า
“มิใช่ว่าใครล้วนคู่ควรที่เราจะต่อกรด้วย”


และต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงที่เพิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อไม่นานนี่เอง

หนุ่มสาวคู่หนึ่งไปกินข้าวในร้านอาหารแห่งหนึ่ง
โต๊ะข้างๆ มีชายหนุ่มเมาเหล้าแล้วผิวปากเกี้ยวหญิงสาวผู้นี้
หญิงสาวบอกแฟนหนุ่มให้ไปจัดการสั่งสอน
แฟนหนุ่มบอกว่าไหนๆ เราก็กินอิ่มแล้ว
อย่ามีเรื่องดีกว่า แต่แฟนสาวกลับต่อว่าแฟนหนุ่มว่า
ใช่ลูกผู้ชายหรือเปล่า
จากนั้นเธอจึงเดินไปด่าว่าชายเมาเหล้า

ชายเมาเหล้าผู้นั้นเดินเข้ามา
ใช้มีดแทงแฟนหนุ่มของเธอไปสามแผล
แม้จะรีบส่งไปช่วยชีวิตที่โรงพยาบาล แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว
ก่อนสิ้นใจแฟนหนุ่มถามเธอว่า
“ตอนนี้ผมนับว่าเป็นลูกผู้ชายได้หรือยัง”

ผู้คนในสังคมทุกวันนี้ล้วนตกอยู่ใน
สภาวะที่เครียด กลัดกลุ้ม
ไม่ว่าจะเรื่องปากท้อง ครอบครัว
ต่างมีความโลภโกรธหลง
เปรียบเหมือนมีขยะอยู่เต็มหัวใจ
ไม่ว่าพบใครที่ไหนมักจะหาโอกาส
ที่จะเทขยะเหล่านี้ออกไป

ฉะนั้นอย่าได้ไปใส่ใจเลย
จงยิ้มให้แล้วเดินจากไป
อย่าไปรับเอาขยะเหล่านั้น
มาแล้วเทต่อให้ผู้อื่น
มันคู่ควรหรือผู้มีปัญญา
จะไม่ไปทะเลาะเพื่อเอาชนะคนถ่อยแน่นอน

หมาเฝ้าบ้านกับลูกน้อย

เจ้าของบ้านออกไปล่าสัตว์ ทิ้งหมาอยู่บ้าน ไว้เพื่อคอยดูแลลูกน้อย
เมื่อเขากลับมาจากล่าสัตว์ ก็เห็นรอยเลือด เต็มพื้นไปหมด
ลูกของเขาไปไหน?  แล้วหมาล่ะ!
ที่ปากของหมา เต็มไปด้วยเลือด
เมื่อมันเห็นเจ้าของกลับมา มันวิ่งเข้ามาหา แกว่งหาง มองเจ้าของอย่างดีใจ
เจ้าของโมโหสุดขีด  จึงฆ่าหมาของตัวเองทิ้ง
เสียงหมาร้องโหยหวน  ปลุกเด็กน้อยที่นอนหลับอยู่ในบ้าน ตื่นขึ้นมาร้องไห้จ้า
เมื่อเขาเดินเข้าไปในบ้าน จึงเห็นซากของหมาป่าโดนกัดตายอยู่ที่ห้องโถง!

เรื่องราวมากมายที่เรา เห็นกับตา ได้ยินกับหู ไม่แน่เสมอไป ว่าจะเป็นจริงตามนั้น
จงให้โอกาสผู้อื่นได้อธิบาย  จงรู้จักอดทนอธิบาย ให้ผู้อื่นได้เข้าใจ
ทำได้ดังนี้ เรื่องที่น่าเสียใจ เรื่องที่ไม่น่าให้อภัย ก็จะไม่เกิดขึ้น..
ไม่ถาม ไม่พูด ไม่อธิบาย  คือความไม่ยุติธรรม อันเกิดจากการตีความไปก่อน โดยขาดข้อมูลที่มากพอ อาจนำมาซึ่งความเสียหายได้
สื่อสารกันเถอะครับ คำพูด และการกระทำ ที่ส่งถึงกันมากขึ้น ไม่ด่วนตีความ ไม่ด่วนตัดสิน จะช่วยลดปัญหา และ เรื่องราวไม่พึงประสงค์ ได้อีกมากมาย